พม่า เที่ยว มัณฑะเลย์
เมืองอมรปุระ สะพานไม้อูเบ็ง วัดเจ้าต่อจี้ ชมวิวบนเขามัณฑะเลย์ ไหว้พระมัยมุนี พระราชวังมัณฑะเลย์
“มิงกาละบา” ทักทายด้วยภาษาพม่าก่อนเลยแล้วกัน สำหรับทริปพิเศษนี้ ”Air Asia” ได้ชวน MThai Travel ไปเที่ยวทริปแรกเปิดเส้นทางใหม่บินตรง กรุงเทพ-มัณฑะเลย์ (ประเทศพม่า) แต่ต้องออกเดินทางในช่วงเช้าตรู่มาก จะกินไปก่อนก็กลัววุ่นวาย เราเลยแอบไปหาข้อมูลซะหน่อยว่ามีอาหารอะไรให้กินบนเครื่องบ้าง พอดีได้เจอบริการ Pre-Book meals เค้าบอกว่ามีเมนูพิเศษและเยอะกว่าบนเครื่อง แถมยังถูกประหยัดกว่า พร้อมเสิร์ฟก่อนใคร ไม่ต้องรอลุ้นว่าของจะหมดก่อน เลยลองสั่งข้าว Nasi Lekmak ผ่าน Web รอไว้ซะเลย…พอขึ้นเครื่องเราก็ได้กินก่อนใครจริงๆด้วยแฮะ
มาถึง สนามบินมัณฑะเลย์ ก็ช่วงสายๆ ใช้เวลาบินจากกรุงเทพประมาณ 1 ช.ม 15 นาที ได้ เป็นสนามบินที่ใหญ่ที่สุดในพม่า Runway ค่อนข้างยาว เห็นว่าสร้างโดย บริษัทของคุณบรรหาร ศิลปอาชา เมื่อเสร็จจาก ตม.พม่าก็นั่งรถทัวร์ ใช้เวลาประมาณเกือบ 1 ช.ม. ก็เข้ามาสู่เมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งห่างจากสนามบินประมารณ 35 กม. แวะกินข้าวร้านต้มยำกุ้ง เป็นร้านอาหารไทยที่ไปเปิดในพม่า เมื่อกินเสร็จก็เริ่มเที่ยวกันเลย
เมืองอมรปุระ
(แปลว่า เมืองเทพ กรุงเทพ อะไรทำนองนี้)

เรือ 1 ลำจะนั่งได้ประมาณ 4-5 คน ใช้เวลาประมาณ 20 นาที

เมื่อถึงฝั่งก็เดินไป วัดเจ้าตอจี้ อีกนิดเดียว ก่อนอื่นต้องบอกไว้ก่อนว่าการท่องเที่ยววัดในพม่านั้น ทุกๆ วัดเราจะต้องถอดรองเท้า ถุงเท้า แม้กระทั่งถุงน่องบางๆ เสมอ ส่วนการแต่งตัวก็คล้ายๆ ไปวัดไทย และข้อห้ามอีกอย่างคือส่วนที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปจะห้ามผู้หญิงขึ้นไปเด็ดขาด จะกราบไห้วอยู่บริเวณด้านล่าง การปิดทองก็ฝากให้ผู้ชายไปปิดให้
วัดเจ้าตอจี้

วัดเจ้าตอจี้ (วัดตองตะมันจอกทอขยี) อายุประมาณ 250 ปี มีจุดเด่นตรงที่จิตรกรรมฝาผนังซึ่งมีเอกลักษณะผสมผสานกับศิลปไทย โดยที่เห็นเด่นชัดก็คืภาพวาดเทวดาซึ่งของทางพม่าจะมีลักษณะทรงเครื่องแบบมีเสื้อคลุม ส่วนทางของไทยจะเป็นแบบเทพพนม และยังมีเทวดาแบบตะวันตกก็มีลักษณะเป็นกามเทพ Cupid ถ้าได้ลองไปเดินมองหาดูเห็นได้ไม่ยาก

เมื่อไหว้พระและชมวัดก็ถือโอกาสเดินชมวิวบนสะพานไม้อูเบ็งสักหน่อย ระหว่างเดินไปสะพานก็ได้เห็นสภาพบ้านเมืองความเป็นอยู่ของชาวเมืองอมรปุระ

สะพานไม้อูเบง
มีความยาวประมาณ 2 ก.ม. ซึ่งเสาและไม้ที่นำมาใช้ได้มาจากการรื้อถอนย้ายพระราชวังเก่า เพิ่มมาสร้างใหม่ใกล้เชิงเขามัณฑะเลย์ ในสมัยพระเจ้าประดุง

ภาพสะพานไม้อูเบง เมื่อขาเดินกลับฝั่ง ระดับน้ำไม่ลึกมาก

วิถีชีวิตของชาวพม่าที่ใช้สะพานไม้อูเบงนี้ในการสัญจร
.ด้วยระยะทางที่ค่อนข้างยาว จึงมีซุ้มศาลาไว้นั่งพักและมีชาวบ้านมาขายของแก่นักท่องเที่ยว
ชมพระอาทิตย์อัสดง Mandalay Hill
พอใกล้ช่วงเย็นเราก็นั่งรถกลับไปที่เขา Mandalay Hill เพื่อไปชมพระอาทิตย์ตกดิน ซึ่งใช้เวลาไม่มากนักจากเมืองอมรปุระ เมื่อมาถึงตีนเขามัณฑะเลย์ก็ได้แวะนมัสการพระหินอ่อนทั้งองค์ ก่อนที่จะขึ้นรถสองแถวขึ้นไปยังบนยอดเขา

.
พระหินอ่อนองค์นี้สร้างจากหินอ่อนที่มีขนาดถึง 30 ลูกบากศ์ฟุต แกะสลักออกมาเป็นพระพุธทรูปที่มีขนาดหน้าตัก 9 ศอก ซึ่งพระหินอ่อนทั้งองค์ขนาดใหญ่เท่านี้มีอยู่ไม่กี่องค์ในพม่า ค่อนข้างจะหายาก

ต้นไม้ลำต้นสีเหลือง ทีแรกนึกว่าทาขมิ้นไว้ที่ลำต้นซะอีก อยู่ภายในวัดก่อนทางขึ้นเขา แปลกตาดี
เมื่อขึ้นมาถึงบนยอดเขามัณฑะเลย์ ก็จะมีพระพุธทรูป เจดีย์ให้เราได้นมัสการก่อนชมวิว สำหรับนักท่องเที่ยวที่จะถ่ายรูปจะต้องเสียค่าบริการกล้องละ 1000 จ๊าด ตกประมาณ 50 บาท ถือว่าทำบุญครับ คุ้ม

วิวทางด้านลงนี้ จะเห็นคูน้ำไกลๆ นั้นก็คือคูเมืองรอบพระราชวังมัณฑะเลย์

.
วิวโดยรอบจะเป็นบ้านเมืองอาคารเล็กๆ รายรอบไปด้วยต้นไม้ ที่เห็นตึกสูงโดดๆ นั่นคือโรงแรม Mandalay Hill ที่เราจะไปพักกัน ระดับ 5 ดาวของเมืองนี้เลย

.
ยามพระอาทิตย์ตกดิน มองจากยอดเขาเห็นบ้านเมืองมัณฑะเลย์โดยรอบ รีบลงเขาก่อนค่ำเลยไม่ได้ทันได้เห็นดวงอาทิตย์เต็มๆ

.
หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางและท่องเที่ยววันแรก ก็ขอเข้าที่พักที่โรงแรม Mandalay Hill เพราะเช้ามืดนี้มี HighLight ประจำทริปที่ต้องตื่นตอนตี 3 กว่า นั่นก็คือ
ประเพณีล้างพระพักตร์ถวายพระมหามัยมุนี
.
พระมัยมุนี วัดมหามุณี ในพม่ามีความสำคัญพอๆ กับพระแก้วของพวกเราชาวไทย โดยทุกเช้า เวลาประมาณ 04.00 น. (ตี 4) พระมหาเถระและชาวพม่าจะมาทำพิธีล้างพระพักตร์ด้วยน้ำอบน้ำหอมผสมทานาคาอย่างดีพร้อมกับใช้แปรงทองแปรงที่พระโอษฐ์เสมือนหนึ่งแปรงพระทนต์ถวายพระพุทธเจ้า ก่อนใช้ผ้าจากศรัทธาสาธุชนถวายมาเช็ดจนแห้งสนิท พร้อมใช้พัดทองโบกถวายเป็นอันดีเสมือนหนึ่งได้อุปัฏฐากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ยังทรงพระชนมชีพอยู่จริง ๆ
ใช้เวลาร่วมๆ 50 นาทีจึงเป็นอันเสร็จพิธี แล้วถึงอนุญาตให้สาธุชนได้เฉพาะผู้ชายขึ้นไปปิดทอง จากที่ได้ลองขึ้นไปปิดทอง สังเกตุว่าองค์พระมัยมุนีมีลักษณะเนื้อนิ่ม ซึ่งเกิดจากจำนวนชั้นทองเปลวที่ถูกปิดไว้เป็นหมื่นๆ ชั้น แสดงให้เห็นถึงความศรัธทราอันแรงกล้าของชาวพม่า
เมื่อไหว้พระ ปิดทองเรียบร้อยก็รุ่งเช้าพอดี แม่ค้าก็เริ่มทยอยเปิดร้านขายของ
ได้เห็นชีวิตของคนพม่าตอนเช้าๆ เค้านิยมทำบุญใส่บาตร
การชื่นชอบดื่มชา นั่งคุยกันของคนพม่า น่าจะได้อิทธิพลมาตั้งแต่สมัยอังกฤษเข้ามาปกครอง
ปาท่องโก๋ตัวยาวใหญ่ ไม่ชุ่มน้ำมันใช้กินกับไขนมสดไม่หวานมาก, ขมมพม่า(จำชื่อไม่ได้)เป็นแป้งผสมน้ำตลาและมะพร้าวชิ้นหวานมัน, ชาพม่า ก็อร่อยหอมดี และ ขนมจีนพม่าจะคล้ายๆ กับขนมจีนน้ำพริกบ้านเราแต่ข้นถั่วมากกว่า
สำหรับใครที่จะซื้อของฝากสามารถหาซื้อได้บริเวณวัดมหามุณี นี้ได้เลยราคาไม่แพงมากแต่ควรต่อไว้ 50% ก่อน คนพม่าใจดี ไม่ฟันอยางที่เราคิดไว้
พระราชวังมัณฑะเลย์
พระราชวังมัณฑะเลย์ ถ้าไม่แวะมาเดี๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึง การเที่ยวพระราชวังมัณฑะเลย์จะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมทางประตูทิศตะวันตก และเมื่อเข้าไปก็จะเจอพระราชที่นั่ง แท่นราชบังลังก์
แบบจำลองพระราชวังมัณฑะเลย์ เพื่อแสดงให้เห็นว่าแต่ละพระตำหนักไว้ทำอะไร
การเข้าชมพระราชวังนี้ สร้างขึ้นโดยพระเจ้ามินดงซึ่งย้ายมาจากเมืองอมรปุระ หากได้ศึกษาหรือมีไก้ด์อธิบายถึงประวัติความเป็นมา จะทำให้ได้อรรถรสในการชมมาก (สุภยาลัต ราชินีโหดองค์สุดท้ายแห่งพม่า อ่านได้ที่นี่)
พระราชวังที่เราเห็นนี้เป็นการสร้างขึ้นใหม่ เนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึงญี่ปุ่นได้บินมาทิ้งระเบิดกองทัพอังกฤษที่เข้ามายึดพระราชวังนี้ก่อนแล้ว ซึ่งหาอ่านความเป็นได้จากเรื่อง “พม่าเสียกรุง”
ตำหนักเก่าของพระเจ้ามินดง ที่อยู่ถึงปัจจุบัน
อยู่ที่ วัดชเวนันดอ เนื่องจากถูกย้ายไปถวายวัดหลังเสด็จสวรรคต
และการเดินทางพม่า ทริปมัณฑะเลย์นี้ ยังมีต่ออีก รับรองมีอะไรน่าประทับใจอีก
ขอบคุณคลิปข่าวจากรายการ NineEntertain ทาง Modern 9 (MCOT)
—————————————–อ่านต่อ ด้านล่าง———————————————




















