เทรนด์ใหม่ของการท่องเที่ยว ท่องเที่ยวใกล้ๆ บ้าน (Staycation)

Home / ทิปท่องเที่ยว / เทรนด์ใหม่ของการท่องเที่ยว ท่องเที่ยวใกล้ๆ บ้าน (Staycation)

เมื่อวางแผนลาพักร้อน หลายคนพุ่งเป้าไปที่การเดินท่องเที่ยวในต่างประเทศ ซึ่งแน่นอนมีค่าใช้จ่ายมากมายและต้องวางแผนล่วงหน้าเป็นเวลานาน … แต่ปัจจุบันมีเทรนด์ใหม่ของการใช้วันพักผ่อน ซึ่งก็คือการ ท่องเที่ยวใกล้ๆ บ้าน หรือที่ฝรั่งเรียก Staycation มาจากคำว่า Stay บวกกับ Vacation คำนิยามโดยทั่วไปคือ การท่องเที่ยวพักผ่อนภายในท้องถิ่นนั่นเอง ส่วนใหญ่จะสามารถเดินทางไปกลับระหว่างบ้านพักกับสถานที่ที่เราจะไปได้ภายใน 1 วัน และจะกลับมาพักค้างคืนที่บ้าน หรือถ้าจะไปค้างอ้างแรมที่โรงแรมก็จะเป็นระยะสั้นๆ 2-3 วันเท่านั้น

ท่องเที่ยวใกล้ๆ บ้าน (Staycation) เทรนด์ใหม่ของการท่องเที่ยว

ท่องเที่ยวใกล้ๆ บ้าน (Staycation) เทรนด์ใหม่ของการท่องเที่ยว

Travel.mthai.com ชวนเพื่อนๆ มารู้จักกับเทรนด์นี้ ซึ่งเทรนด์นี้เริ่มต้นในยุโรปเมื่อไม่กี่ปีมานี้ เพราะหลายประเทศในยุโรปประสบปัญหาเศรษฐกิจซบเซา ผู้คนต่างต้องรัดเข็มขัดและตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น รายจ่ายที่โดนหั่นเป็นรายการแรกๆ คือ การไปเที่ยวพักผ่อนพร้อมกันทั้งครอบครัว การพักผ่อนแบบล่าสุดนี้ประหยัดเงินกว่ามาก เพราะไม่ต้องเสียเงินค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าโรงแรมหรือเช่ารถ สมาคมรถยนต์ในอเมริกาเคยทำการสำรวจพบว่า ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของการเดินทางไปพักผ่อนของคนอเมริกัน 2 คน สำหรับค่าที่พักและค่าอาหารเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 8,000 บาท ถ้าไปแบบครอบครัวคือมีเด็กไปด้วย การเดินทางพักผ่อน 10 วัน ต้องเสียเงินกว่า 300,000 บาทเลยทีเดียว

การสำรวจของ แทรเวลลอร์จ ซึ่งทำธุรกิจโรงแรมในอังกฤษพบว่า  ปีนี้คนอังกฤษจำนวน 74 เปอร์เซ็นต์ วางแผนที่จะที่จะอยู่บ้านหรือเดินทางท่องเที่ยวในอังกฤษแทนการเดินทางไปต่างประเทศในระหว่างวันหยุดฤดูร้อน พวกเขาวางแผนที่จะไปเที่ยวเมืองชายทะเล เช่น คอร์นวอลล์ แบล็คพูลและไบรตัน ในขณะที่บางคนจะไปลอนดอนหรือยอร์ค ถ้าไม่ไปไหนนอกเมือง พวกเขาก็จะไปเยี่ยมญาติหรือเชื้อเชิญเพื่อนฝูงญาติมิตรให้มาสังสรรค์กันที่บ้านแทน

ท่องเที่ยวใกล้ๆ บ้าน (Staycation) เทรนด์ใหม่ของการท่องเที่ยว

ปีนี้เป็นปีที่ 5 แล้วที่จำนวนคนอังกฤษที่เลือกจะพักผ่อนที่บ้านหรือใกล้บ้านมีมากขึ้นเป็น 2 เท่า เมื่อเทียบกับเมื่อ 3 ปีที่แล้ว การสำรวจนี้ยังแสดงด้วยว่า เทรนด์นี้จะสร้างรายได้ให้ธุรกิจท่องเที่ยวและอื่นๆ ของอังกฤษเองเป็นจำนวนพันล้านปอนด์และมากขึ้นทุกปี ปีเตอร์ โกเวอร์ส ผู้บริหารของแทรเวลลอร์จกล่าวว่า ปี 2557 นี้เป็นปีทองของ staycation คนอังกฤษจำนวนมากกว่าในอดีตมีความตั้งใจที่จะท่องเที่ยวภายในประเทศมากกว่าจะไปต่างประเทศ

ธุรกิจท่องเที่ยวก็รู้ถึงเทรนด์ใหม่นี้ บริษัทท่องเที่ยว โรงแรมที่พักและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องก็หันมาโฆษณาประชาสัมพันธ์และเสนอแผนท่องเที่ยวระยะสั้นในพื้นที่

แบบสำรวจของวอลเล็ตฮับของสหรัฐอเมริกา พบว่า บัฟฟาโล่ นิวยอร์ค มินนิอาโปลิส ซินซิเนติ พิสต์เบิร์กและพอร์ตแลนด์ เป็นเมืองที่เหมาะที่สุดสำหรับเทรนด์ใหม่นี้ ในขณะที่ชูล่า วิสต้าในรัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นเมืองที่เหมาะน้อยที่สุด ตามมาด้วยเฟรย์มอนต์ ลาร์เรโด้และเฟรสโน โดยพิจารณาจากจำนวนสระว่ายน้ำ สนามกอล์ฟ พิพิธภัณฑ์ต่อจำนวนประชาการ

ลองนึกดูว่า ถ้าลาพักผ่อนได้ 5 วัน เราจะได้พักผ่อนเต็มที่ทั้ง 5 วันโดยที่ไม่ต้องเผื่อวันไปและกลับเหมือนเวลาเดินทางไปต่างประเทศ นอกจากนี้ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทาง การเมารถหรือเครื่องบิน ไม่ต้องเดินทางหรือเจอกับคนแปลกหน้าในระหว่างเดินทางหรือในที่พัก

ท่องเที่ยวใกล้ๆ บ้าน (Staycation) เทรนด์ใหม่ของการท่องเที่ยว

เทรนด์ใหม่ของการท่องเที่ยว ท่องเที่ยวใกล้ๆ บ้าน (Staycation)

กิจกรรมที่ทำระหว่าง staycation คือ การไปเดินทอดน่องในสวนสาธารณะ ชมพิพิธภัณฑ์ ว่ายน้ำและไปเที่ยวเทศกาลต่างๆ บางคนอาจมีกฎเกณฑ์มากกว่านั้น เช่นมีการวางแผนล่วงหน้า กำหนดวันเริ่มต้นและสิ้นสุด การพักผ่อนและท่องเที่ยวแบบนี้เป็นการโปรโมทการท่องเที่ยวภายในประเทศและในท้องถิ่นอย่างมาก นอกจากนี้เป็นการประหยัดอีกด้วย

เราอาจจะนึกไปเองว่า เรารู้จักสถานที่ใกล้บ้านเราเป็นอย่างดี แต่พวกเราที่ทำงานกันเช้ายันค่ำอาจจะไม่มีเวลาสังเกตว่า ละแวกบ้านที่เราอยู่มีอะไรใหม่ๆ หรือเปลี่ยนแปลงไปบ้าง เช่น พิพิธภัณฑ์เอกชนเล็กๆ แต่น่าสนใจ ร้านขายต้นไม้ ร้านกาแฟแนวอินดี้หรือสนามกีฬาใหม่ เราอาจจะเลือกการเดินทางด้วยจักรยานแทนการขับรถยนต์ก็ได้ นอกจากจะช่วยลดโลกร้อนแล้วยังจะทำให้เรามีเวลาเพลิดเพลินกับทิวทัศน์สองข้างทางหรือเห็นอะไรใหม่ๆ ที่เราไม่เห็นเวลาขับรถก็ได้

ถ้าเราไม่อยากไปไหน การนอนกลางวันหรืออ่านหนังสืออยู่ที่บ้านก็ถือว่าเป็นการพักผ่อนแบบหนึ่งได้ ถ้าคุณเลือกที่จะพักที่บ้านในระหว่าง staycation ข้อแนะนำประการหนึ่งคือ ให้พักผ่อนจริงๆ อย่ามัวแต่ทำงานบ้านหรือคุยโทรศัพท์กับคนที่ทำงาน

ข้อมูลจาก BangkokBiznews.com

ขออนุญาตใช้เนื้อหา