มุมไบ กลิ่นอายตะวันตกในฉบับอินเดีย

Home / ท่องเที่ยวรอบโลก / มุมไบ กลิ่นอายตะวันตกในฉบับอินเดีย

มุมไบ กลิ่นอายตะวันตกในฉบับอินเดีย

มุมไบ (Mumbai) หรือ บอมเบย์ (Bombay) ในอดีต มีฐานะเป็นเมืองหลวงของรัฐมหาราษฏระ ตั้งอยู่ทางตะวันตกของประเทศอินเดีย ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นหมู่เกาะ 7 เกาะ ที่แยกออกจากแผ่นดิน ก่อนจะเชื่อมต่อกันเมื่อร่องน้ำลำคลองตื้นเขินและกลายเป็นแหลมยื่นออกไปใน ทะเลยาว 22 กิโลเมตร อย่างในปัจจุบัน

เมืองมุมไบ อินเดีย

แม้ผ่านพ้นช่วงเวลา ของการตกเป็นอาณานิคมมานานแล้ว แต่เสน่ห์ของความเป็นตะวันตกยังคงหลงเหลือให้เราได้สัมผัสอยู่ตลอดเส้นทางใน เมืองมุมไบ ตึกรามบ้านช่อง และอาคารสำคัญๆ ขนาดใหญ่ ก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบโกธิคยังมีให้เห็นมากมาย

โรงแรมทัชมาฮาล

เมืองมุมไบ มีชื่อเสียงและเป็นรู้จักของคนไทยและทั่วโลก ตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่อง slumdog millionaire ออกฉาย แม้ในภาพยนตร์เรื่องนี้จะเล่าเรื่องเมืองมุมไบ ในแง่สภาพสังคมที่แร้นแค้นยากจน และมีความเหลื่อมล้ำทางสังคมอยู่ จนทำให้นักท่องเที่ยวทั่วไปคิดไม่อยากจะไปเยือน ไม่ใช่เมืองที่มาเที่ยวอย่างน่าอภิรมย์ และจะกลัวไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ย่านสลัมแห่งหนึ่งในมุมไบ

พระเอกในเรื่อง slumdog millionaire

แต่ให้คิดในแง่ดีๆ ทุกเมืองในโลกนี้ ไม่ได้ดีเลิศเพอร์เฟคไปซะทุกอย่าง ย่อมมีข้อดีข้อเสียปนกันไป และข้อดีน่าเที่ยวของเมืองมุมไบ มีคำตอบให้พวกเราได้ติดตามกัน กับเมืองมุมไบ อดีตหนึ่งในเมืองอาณานิคมอังกฤษ ที่ยังคงหลงเหลือศิลปวัฒธรรมทางสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก ที่รอต้อนรับนักท่องเที่ยวให้ไปเยือนสักครั้ง

ราชวังที่เมืองมุมไบ

เริ่มต้นอาคาร “สถานีรถไฟวิคตอเรียเทอมินาส” หรือในชื่ออินเดียใหม่ว่า “ฉัตรปตี ศิวาจีเทอมินาส” ที่ได้รับการตั้งชื่อตามพระนามพระราชินีวิคตอเรีย ก่อสร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมแบบวิคตอเรียโกธิค ผสมผสานกับงานศิลปะแบบอินเดีย อันทรงคุณค่าจนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก ยังคงตั้งโดดเด่น เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่แวะเวียนมาชมไม่เว้นวัน

สถานีรถไฟวิคตอเรียเทอมินาส

นอกจากนั้น ยังมี “อาคารที่ทำการรัฐบาล” ที่สวยงาม “มหาวิทยาลัยมุมไบที่มีหอนาฬิกาขนาดใหญ่ละม้ายคล้ายหอนาฬิกาบิ๊กเบนในประเทศ อังกฤษ” สูงสง่าอวดสายตาแขกต่างเมือง รวมถึงอาคารร้านค้า และโบสถ์ในคริสต์ศาสนา

สถานีรถไฟวิคตอเรียเทอมินาส

การเดินทางท่องเที่ยวไปยังเมือง มุมไบ ไม่ใช่เรื่องยาก หากเราเริ่มต้นจากสนามบินสุวรรณภูมิ เพียงเวลาไม่ถึง 5 ชั่วโมง เครื่องบินก็จะนำเราลงสู่สนามบินนานาชาติซาฮาร์ อย่างปลอดภัย และแน่นอนว่า หากเราไม่มีรถของกรุ๊ปทัวร์ หรือบริการจากโรงแรมมารับ ก็ยังมีรถแท็กซี่ สีดำตัดเหลือง แม้มีสภาพเก่าพอตัวแต่ก็พาไปส่งที่หมายได้อย่างปลอดภัยเสมอ (แม้จะหวั่นๆ ใจอยู่บ้างก็ตาม) โดยบริการมิเตอร์ของที่นี่จะแตกต่างจาก บ้านเรา ตรงที่วัดกันเป็นระยะทาง แล้วค่อยไปคิดเป็นค่าโดยสารกันอีกที ซึ่งราคาก็ไม่แพงเลยจริงๆ

จัสตุรัสมุสลิมในมุมไบ

มุมไบ หรือ บอมเบย์ ยังมีชื่อเสียงโด่งดัง ในฐานะ “ศูนย์กลางของอุตสาหกรรมภาพยนตร์และโทรทัศน์ของประเทศ รวมทั้งยังเป็นเมืองที่ผลิตภาพยนตร์มากที่สุดในโลก ประมาณ 800 เรื่องต่อปี” จนได้เรียกขานกันว่า “บอลลีวู้ด”

ป้ายโฆษณาในมุมไบ

การแสดงเต้นรำในมุมไบ

ความเจริญก้าว หน้าและฐานะทางเศรษฐกิจของคนที่นี่ เห็นได้ชัดจากพาหนะที่ขับขี่ ทั้งรถยุโรปหรูราคาแพง รถเก๋งขนาดกะทัดรัด เมดอินอินเดียยี่ห้อ “ทาทา” มอเตอร์ไซค์ จักรยาน ไปจนถึงวัวเทียมเกวียน วิ่งกันเกลื่อนเมือง แม้ในอดีตเรื่องชนชั้นวรรณะจะมีความสำคัญต่อการกำหนดบทบาทของคนในสังคม อินเดียเป็นอย่างมาก แต่ปัจจุบัน เมื่อระบบชนชั้นอ่อนแรงลง ความสามารถทางเศรษฐกิจ การศึกษา และเงินในกระเป๋า ก็เริ่มเข้ามาแทนที่ กระนั้นยังมีช่องว่างระหว่างคนจน และรวยให้เห็นมากมาย

งานแต่งงานของคนที่มุมไบ

สำหรับ นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ หรือชอบศึกษาชีวิตของคนที่แตกต่าง มุมไบ ถือเป็นอีกหนึ่งเมืองที่น่าสนใจ เพราะตลอดทุกซอกซอยของเมืองมีเรื่องราว และวิถีชีวิตที่น่าค้นหาให้เห็นไม่ ซ้ำกันเลยจริงๆ

พิพิธภัณฑ์เมืองมุมไบ

ทั้งความจอแจบนท้องถนน เสียงแตรที่ดังขึ้นแทบจะตลอดเวลา เมื่อเดินไปตามทางเท้า ก็เจอคนขายลอตเตอรี่ที่ยิ้มแย้มแจ่มใส เจ้าของวัวที่เดินจูงวัวไปบนถนนปะปนกับรถโดยสารที่เร่งรีบรับส่งผู้คนไปทำ งาน เด็กนักเรียนเดินเล่น เดินคุยกันไปบนถนน ก่อนจะเข้าโรงเรียน ยังมีคนจูงวัวเดินผ่านไปมาให้เห็นเสมอ มีทั้งเพื่อให้คนทั่วไปได้นำหญ้ามาเลี้ยงวัวในฐานะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และที่เทียมเกวียนไว้พร้อมสำหรับเป็นพาหนะเดินทาง เพื่อการขนสัมภาระต่างๆ ฯลฯ

วัวเดินผ่านไปมาบนถนน

นอกจากเรื่องคนที่น่าสนใจแล้ว สถานที่แห่งสำคัญที่พลาดไม่ได้ก็คือ “ประตูสู่อินเดีย” (Gateway of India) ริมฝั่งทะเลอาระเบียน ซึ่งถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองมุมไบ สร้างขึ้นเพื่อเป็น “อนุสรณ์ในการเสด็จมาเยือนมุมไบของพระเจ้าจอร์จที่ 5 และสมเด็จพระราชินีแมรี่” ในปี ค.ศ.1911 เพื่อทรงร่วมงานเดลีดารบัร ความงดงามของสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานศิลปะของท้องถิ่น กับแบบมุสลิมของรัฐคุชราต ประกอบกับความสูงกว่า 80 ฟุต ของประตูสู่อินเดีย ทำให้ที่นี่เป็นที่หมายสำคัญแห่งแรกๆ ของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่เดินทางมาสู่มุมไบ

คู่รักคู่หนึ่ง ที่มุมไบ

นอกจากนี้ ที่นี่ยังเป็นท่าเรือที่นักท่องเที่ยวสามารถเช่าเรือข้ามไปเที่ยวยัง “เกาะช้าง” (Elephata Caves) หรือฆรบุรี อันเป็นที่ตั้งของเทวลัยถ้ำบนภูเขาหิน ซึ่งขุดเจาะขึ้นในศตวรรษที่ 7-8 และมีหินสลัก เทวรูปตรีมูรติที่งดงาม ซึ่งรวมเทพ ทั้งพระศิวะ พระนารายณ์ และพระพรหมสามเศียรให้ผู้เข้าชมได้สักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล

พระพุทธรูปบนเกาะช้าง

เทศกาล Ganesh

ความวุ่นวายเริ่มสงบลงเมื่อตะวันใกล้ลับขอบฟ้า หากนั่งเรือกลับจากเกาะช้างสู่ท่าเรือ ก็จะเห็นความยิ่งใหญ่ของประตูสู่อินเดีย ยืนตระหง่านเคียงคู่โรงแรมทัชมาฮาล ริมทะเล ที่คลาคล่ำไปด้วยเรือยอชต์ราคาแพง เรือสินค้าขนาดใหญ่ และเรือท่องเที่ยวที่จอดพักผ่อนเป็นทิวแถว

ประตูสู่อินเดีย

แม้ปัจจุบันนี้ เมืองมุมไบ จะมีเรื่องเศรษฐกิจการค้าการลงทุนเข้ามามากมาย เริ่มเข้าใกล้ระบบทุนนิยมแบบเต็มตัว แต่สภาพทั่วไปโดยรอบของตัวเมืองมุมไบแห่งนี้ ยังคงมีวิถีชีวิตแบบเดิมที่คนในพื้นที่ยังคงปฏิบัติกันอยู่เหมือนเดิม และรอต้อนรับให้นักท่องเที่ยวเข้าไปสัมผัสกลิ่นอายตะวันตกในมุมหนึ่งของดินแดนชมพูทวีปแห่งนี้

อีกมุมที่โรงแรมทัชมาฮาล มุมไบ

ที่มา : siamganesh.com
ภาพ : nationalgeographic.com
เรียบเรียงโดย : Travel MThai

 

 

ขออนุญาตใช้เนื้อหา