10 อันดับเมืองน่าอยู่ปี 2011

Home / นักเที่ยวเชี่ยวทาง / 10 อันดับเมืองน่าอยู่ปี 2011

มาดูกันซิว่า ประเทศเพื่อนบ้านเค้าพัฒนากันไปถึงไหน “นิตยสารMonocle” นิตยสารเชิง Educative & Lifestyle ชื่อดังจากเกาะอังกฤษ ได้นำเสนอผลการสำรวจการจัดอันดับเมืองน่าอยู่ประจำปี2011 โดยพิจารณาจาก3 ปัจจัยสำคัญ อันได้แก่

1) โอกาส
2) คุณภาพชีวิต
3) ความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์รากเหง้าดั้งเดิมของตัวเมืองและแผนการในอนาคต

10 อันดับเมืองน่าอยู่ปี 2011

เราคัด 10 อันดับเจ๋งๆ มาให้ดูกัน

madrid

อันดับที่ 10 – มาดริด (Madrid) ประเทศสเปน (อันดับที่10 เมื่อปี 2010)

 “เมืองที่ถูกเปลี่ยนสภาพใหม่ให้พร้อมรับมือกับอนาคต” 

         หลายคนสงสัยในความทะเยอทะยานที่ดู เหมือนจะไม่มีขีดจำกัดของAlberto Ruiz – Gallardon ผู้ว่าการเมืองมาดริด มาโดยตลอด แต่ในที่สุด เมื่อโครงการใหญ่ทั้งหลายเสร็จสิ้นลง ชาวเมืองก็ต้องยอมรับว่า พวกเขารู้สึกดีใจและมีความสุขอย่างที่สุด  

         หนึ่งในนั้นคือโครงการMadrid Rioที่จะมีทั้งสวนสาธารณะ เลนจักรยาน สเก็ตแรมพ์ สนามเด็กเล่น และศูนย์การค้าใหญ่อย่าง Plaza de Callaoแต่ก็ใช่ว่ามาดริดจะมีแต่ข่าวดีไปเสียทั้งหมด เพราะเมื่อบ่อทองคำของเมืองเหือดแห้งไป เรื่องของสภาพอากาศก็จะกลับมาเป็นปัญหาใหญ่ด้วยระดับมลพิษที่พุ่งสูงขึ้น กว่ามาตรฐานของE.U.เหตุนี้ทำให้กลุ่มผู้บริหารเมืองจำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาจราจร พร้อมทั้งหาทางรณรงค์ให้ชาวเมืองหันมาใช้จักรยานเป็นพาหนะกันมากขึ้น 

Tokyo

อันดับที่9 – โตเกียว (Tokyo)ประเทศญี่ปุ่น(อันดับที่4 เมื่อปี 2010)

 “ปีนี้เป็นปีที่ท้าทายที่สุดสำหรับโตเกียว หนึ่งในเมืองโปรดของคนทั้งโลก”

          สัญญาณในการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจยังคง มีให้เห็นทั่วกรุงโตเกียว (หลังจากถูกโจมตีด้วยภัยธรรมชาติและภัยพิบัติจากนิวเคลียร์เมื่อวันที่11 มีนาคม 2011) ซึ่งด้วยความที่จำนวนชาวต่างชาติและนักท่องเที่ยวลดลงอย่างมาก โตเกียวจึงต้องหันกลับมาจัดบทบาทใหม่ และเริ่มมองหาความมั่นคงท่ามกลางความไม่แน่นอน โดยชาวเมืองโตเกียวผู้มีสิทธิเลือกตั้งต่างพร้อมใจกันลงคะแนนให้ ชินทาโร่ อิชิฮาระ ผู้ว่าการประจำเมือง3 สมัย วัย78 ปี ดำรงตำแหน่งต่อในสมัยที่4  

          เราขอคำนับให้กับชาวเมืองโตเกียวที่ มีความอดทนต่อช่วงเวลาอันยากลำบาก และสำหรับสิ่งดีงามต่างๆ ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหารการกิน ความสนุกในการช้อปปิ้ง และมารยาทในการเป็นเจ้าบ้าน (แม้ว่าประชาชนพลเมืองยังต้องเผชิญกับอนาคตที่ยากลำบาก แถมด้วยปัญหาเศรษฐกิจที่เป็นผลพวงจากหายนะทางธรรมชาติ)

Berlin

อันดับที่8 – เบอร์ลิน (Berlin) ประเทศเยอรมันนี(อันดับที่11 เมื่อปี 2010)

“ค่าครองชีพที่ต่ำกว่าเมืองหลวงใดในยุโรปทำให้เบอร์ลินยังคงเป็นหนึ่งในเมืองที่น่าอยู่ที่สุด”

          เฉพาะแค่ปี2010 ที่ผ่านมาจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมกรุงเบอร์ลินเพิ่มสูงขึ้นถึง9 ล้านคน คงเพราะความที่ไม่มีงานอุตสาหกรรมหลงเหลืออยู่ และอัตราการว่างงานในเมืองก็สูงลิบ “การท่องเที่ยว” จึงได้กลายเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยประคับประคองเศรษฐกิจของเบอร์ลินให้เดินหน้า ต่อไปได้

          ทุกวันนี้ หลายต่อหลายย่านฮิตในเขตที่เคยเป็น “เบอร์ลินตะวันออก” คราคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวที่ทะลักเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย จำนวนอพาร์ทเมนท์และที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวผุดขึ้นใหม่ราวกับดอกเห็ด เห็นชัดเลยว่า เมืองหมีแห่งนี้กำลังถูกขัดสีฉวีวรรณให้เป็นเมืองหรูหราแห่งใหม่ของโลก

 

Sydney

อันดับที่ 7 – ซิดนีย์ (Sydney) ประเทศออสเตรเลีย(อันดับที่12 เมื่อปี 2010)

“ซิดนีย์ได้ถูกชุบชีวิตขึ้นใหม่จากการเปิดตัวของ Westfield Shopping Centre มอลล์ขนาดมหึมาที่เข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของเมือง”

          นอกจากช้อปปิ้งมอลล์ขนาดยักษ์แห่ง ใหม่แล้ว ซิดนีย์ยังมีแผนการที่จะสร้างรถไฟที่ถนนจอร์จสตรีท (ถนนสายเจ้าปัญหา) ซึ่งผู้บริหารเมืองได้ให้คำปฏิญาณว่า จะใช้เงินจำนวน180 ล้านเหรียญออสเตรเลีย เพื่อปรับปรุงพื้นที่บริเวณนั้นให้งดงามที่สุด ตลอดจนเรื่องการรณรงค์ให้ชาวเมืองหันมาใช้จักรยาน (ที่เคยถกเถียงกันมาตลอด) ก็จบลงด้วยข้อสรุปที่ดี งานนี้จะทำให้อัตราการใช้จักรยานสูงขึ้นอีกถึง167 %

Vienna

อันดับที่ 6 – เวียนนา (Vienna) ประเทศออสเตรีย(อันดับที่8 ในปี 2010)

“กรุงเวียนนากำลังจะเป็นเมืองแห่งพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่งดงามที่สุด”  

          กรุงเวียนนามีโปรแกรมการปรับปรุง เมืองใหม่เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสถานีรถไฟใหม่ที่แสนไฮเทค (คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี2015) ซึ่งเปรียบได้กับสมอเรือในย่านใหม่ที่สามารถรองรับผู้คนได้กว่า13,000 คน หรือเกาะใหญ่ใกล้กับแม่น้ำดานูบที่กำลังกลายสภาพเป็นถิ่นเก๋ๆ ของชาวโบฮีเมียน เพราะโรงแรมสุดฮิปในเครือโซฟิเทลที่ออกแบบโดยฌอง นูแวล (Jean Nouvel) สถาปนิกชื่อดังชาวฝรั่งเศส กำลังจะเปิดตัวขึ้นในเดือนธันวาคมปีนี้ (2011) ตามด้วยมหาวิทยาลัยแห่งใหม่ที่พร้อมเปิดให้บริการในปี2012

 

11860-melbourne

อันดับที่ 5 – เมลเบิร์น (Melbourne) ประเทศออสเตรเลีย(อันดับที่9 ในปี 2010)

“การเติบโตอย่างไม่หยุดยั้งกำลังจะทำให้เมลเบิร์นกลายเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลีย” 

          เมลเบิร์นกำลังเติบโตอย่างหยุดไม่อยู่ ทางตะวันตกของเมืองในเขตDockland มีการก่อสร้างใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งคาดการณ์ว่า ภายในปี2020 นี้Dockland จะมีที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นอีกราว3,400 ยูนิต ซึ่งนั่นจะทำให้ย่านนี้กลายเป็นย่านที่เต็มไปด้วยบ้านเรือน (รองรับคนได้กว่า17,000 คน) สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ร้านค้า ลานกีฬา และถนนสายพาณิชย์อีกหลายสาย

          โดยสิ่งที่น่าสนใจที่สุดก็คือ“วิธีการ” ที่เมืองๆ นี้ใช้จัดการกับความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่กำลังเกิดขึ้น

Munich

อันดับที่4 – มิวนิค (Munich) ประเทศเยอรมันนี(อันดับที่1 เมื่อปี 2010)

“แม้จะอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความอนุรักษ์นิยม แต่มันก็เพียบพร้อมไปด้วยความก้าวหน้าเช่นกัน”

          มิวนิคเป็นเมืองหนึ่งที่มีระบบการจัดการดีที่สุดในโลก และมีระบบเศรษฐกิจที่ดีที่สุดในแคว้นบาวาเรีย ตลอดจนมีสมดุลยภาพระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงานในระดับที่น่าอิจฉา เมืองๆ นี้ได้รับการรับรองให้เป็นพื้นที่ของ“เบียร์การ์เด้น” อีกทั้งยังเป็นสถานที่ตั้งของ“ตลาดวิคทัวเลียน” (Vikualien markt) อันแสนโด่งดังอีกด้วย

          ขณะนี้ชาวเมืองมิวนิคกำลังยุ่งอยู่กับการจัดการตัวเอง และลุ้นว่าจะได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคฤดูหนาวปี2018 หรือไม่ 

 

 Copenhagen

อันดับที่3 – โคเปนเฮเกน (Copenhagen) ประเทศเดนมาร์ก  (อันดับที่2 เมื่อปี2010)

“เมืองริมน้ำที่มีความสำคัญและมีองค์ประกอบต่างๆ ที่ลงตัว” 

          กรุงโคเปนเฮเกนตั้งเป้าไว้ว่า จะเป็นเมืองที่มีอัตราคาร์บอนสมดุล (Carbon- Neutral) ให้ได้ภายในปี2025 ซึ่งในการนี้คงต้องยกเครดิตให้กับเหล่าประชากรหนุ่มสาวหัวก้าวหน้าที่ทำให้ เราเชื่อว่าเป้านั้นไม่ใช่สิ่งเกินฝัน

          เหตุผลแรก ชาวเมืองๆ นี้เลือกใช้จักรยานเป็นพาหนะหลักในการเดินทาง พวกเขาเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกเป็นตัวเลือกแรกเสมอ (เมื่อจับจ่ายข้าวของในซุปเปอร์มาร์เก็ต) แถมเป็นผู้ที่รู้จักเลือกสรรสิ่งดีมีคุณภาพเข้ามาในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ อาหาร ไปจนถึงเรื่องของผังเมือง

         เหตุผลที่สอง ชาวเมืองส่วนใหญ่ตระหนักและยอมรับว่า ถ้าประเทศของเขากลายเป็นห้องทดลองสีเขียวสำหรับการแก้ปัญหาต่างๆ แล้วล่ะก็ ความเจริญและความร่ำรวยก็จะตามมาเองในที่สุด 

Zurich

อันดับที่ 2 – ซูริค (Zurich) ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ (อันดับที่3 เมื่อปี 2010)

“เมืองที่ใหญ่ที่สุดในสวิสเซอร์แลนด์ เมืองที่กำลังพุ่งไปข้างหน้า ขึ้นไปข้างบน และเที่ยงตรงแม่นยำอย่างที่สุด!” 

         The Prime Tower ตึกแลนด์มาร์คประจำกรุงซูริค (ความสูง126 เมตร) ไม่ได้มีดีกรีเป็นแค่ตึกระฟ้าของประเทศเล็กๆ ที่รุ่งเรืองเท่านั้น แต่มันยังเป็นตัวแทนของ“ข้อผูกมัดใหม่” เกี่ยวกับเรื่องสถาปัตยกรรมที่กำลังพัฒนาก้าวหน้าขึ้นด้วย

         ราคาที่พุ่งสูงอย่างน่าตระหนกของ ออฟฟิศและที่อยู่อาศัยผลักดันในซูริคต้องหวนคิดถึงเรื่องการวางผังเมืองใหม่ อีกครั้ง (พื้นที่6,000 ตารางเมตรของอาคารสำนักงานที่ถูกสร้างขึ้นใหม่จะมีผลกับค่าเช่าในอนาคต) อย่างไรก็ตาม ในด้านอื่นๆ แล้วกลุ่มผู้บริหารเมืองก็ทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม ส่งผลให้อาชญากรรมด้านการปล้นจี้ลดลงถึง23% การว่างงานลดลง0.5% จากปีที่แล้ว นอกจากนั้นอัตราส่วนของแพทย์ก็ยังเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร และแน่นอนว่าเรื่องของระบบการคมนาคมขนส่งก็ดำเนินไปอย่างแม่นยำและตรงเวลา เช่นเดียวกับนาฬิกาสวิส!

Helsinki

อันดับที่1 – เฮลซิงกิ (Helsinki) ประเทศฟินแลนด์(อันดับที่5 เมื่อปี 2010)

“เมืองที่มีอาชญากรรมน้อย อัตราการว่างงานต่ำ ขณะเดียวกันก็มีระบบการศึกษาที่ยอดเยี่ยม และมีวัฒนธรรมด้านอาหารที่กำลังบูมสุดๆ”

          ทั้งๆ ที่ในฤดูหนาวเฮลซิงกิมีหิมะปกคลุมหนาเตอะ และมีอุณหภูมิลดต่ำลงถึง –25 องศาเซลเซียส แต่จากสถิติที่มีมา สนามบินHelsinki Vantaa เคยปิดทำการไปเพียงแค่“ครึ่งชั่วโมง” เท่านั้นในรอบ8 ปี  และที่น่าจับตาเป็นที่สุดก็คือ ในปี2012 นี้ เฮลซิงกิได้รับเลือกให้เป็นWorld Design Capital ซึ่งการนี้ผู้บริหารเมืองได้ตั้งปณิธานว่า จะทำให้น้ำในทะเลสาบทั้งหมดเป็นน้ำที่คนสามารถดื่มกินได้ และกล้าพอที่จะย้ายท่าเรือใหญ่ถึง2 แห่งไปไว้ที่ฝั่งตะวันออก

          จากผลการสำรวจในปี2010 พบว่ามีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเมืองเล็กๆ (อย่างเฮลซิงกิ) นี้มากถึง3 ล้านคน จนทำให้ทั่วทั้งตัวเมืองเต็มไปด้วยสถานที่สังสรรค์ บาร์ คาเฟ่ คอฟฟี่ช็อป และร้านอาหารรสเลิศ

————————————————————–

ที่มาจาก : http://webboard.yenta4.com/topic/497816

ขออนุญาตใช้เนื้อหา