สักครั้งในชีวิตกับ ชาวเขาเผ่าลาหู่ ไชยปราการ

Home / นักเที่ยวเชี่ยวทาง / สักครั้งในชีวิตกับ ชาวเขาเผ่าลาหู่ ไชยปราการ

วันแม่ที่ผ่านมา อยากลองทำอะไรดีๆ ที่มากกว่าดอกมะลิกับข้าวอีกหนึ่งมื้อ ซึ่งนั่งคิดนอนคิดอยู่นาน ในที่สุดก็ได้ไอเดียดีๆ จากการเข้าอินเทอร์เน็ตของเว็บไซต์ครูบ้านนอก ที่ชวนทุกคนมาร่วมกันทำดีเพื่อแม่ด้วยการไปเป็นครูอาสา ณ ดอยไกล แสนไกลถึงจังหวัดเชียงใหม่กับอำเภอไชยปราการ ซึ่งเป็นถิ่นฐานของชาวเผ่า ลาหู่ ที่วันนี้จะขอพาคุณไปสัมผัสถึงตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา

สักครั้งในชีวิตกับ ชาวเขาเผ่าลาหู่ ไชยปราการ

ชาวเขาเผ่าลาหู่ ไชยปราการ1

สำหรับผู้ที่อยากเป็นครูดอย แต่ยังไม่รู้ว่าควรเริ่มจากจุดไหนดี เราขอแนะนำให้ลองไปกับมูลนิธิกระจกเงา หรือโครงการครูบ้านนอก ที่จะจัดหาสถานที่และคอยดูแลบรรดาครูอาสาให้เข้าไปสานฝันแก่เด็กน้อยผู้อยู่ห่างไกล ซึ่งก๊วนทำดีเพื่อแม่รุ่น 137 ที่เราได้ไปแจมมาในครั้งนี้ ออกเดินทางจากเมืองหลวงในช่วงค่ำคืน พอลืมตาขึ้นอีกทีรถบัสคันโตก็เข้าสู่อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ที่ต้องบอกเลยว่าห่างไกลจากตัวเมืองเชียงใหม่อยู่มากโข ซึ่งเมื่อล้อหยุดหมุนที่ศูนย์การศึกษานอกเวลาไชยปราการ กลุ่มครูเมืองกรุงก็เริ่มออกหาอาหารเช้ามาทานให้อยู่ท้อง ก่อนจะเข้ารับการปฐมนิเทศเป็นครูอาสา

ชาวเขาเผ่าลาหู่ ไชยปราการ2

เมนูมื้อเช้าที่ทำให้หัวใจอบอุ่นได้เป็นอย่างดีคือ บะหมี่ยูนาน ที่ทุกขั้นตอนการผลิตออกมาจากหลังบ้านล้วนๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำซุปใส เส้นหมี่ หมูแฮม หรือแม้แต่ผักดอง ซึ่งความเค็มนิดๆ หอมหน่อยๆ และผักชีลาวโรยหน้า สามารถผสมผสานทุกอย่างให้เข้ากันได้อย่างลงตัว จนไม่มีมนุษย์หน้าไหนบนโต๊ะกว่าสิบชีวิตกินทิ้งกินขว้าง และเมื่อท้องอิ่มจนตื้อก็ถึงวินาทีที่จะโดดขึ้นกระบะ เพื่อไต่ขึ้นเขาไปยัง โรงเรียน ศศช. บ้านห้วยทราย เพื่อเริ่มภารกิจดีๆ แด่แม่ผู้เป็นที่รัก

ชาวเขาเผ่าลาหู่ ไชยปราการ3

ทันทีที่ล้อรถกำลังหมุนขึ้นตามไหล่เขา ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางก็ค่อยๆ หายเป็นปลิดทิ้ง เพราะภาพที่อยู่เบื้องหน้าคือแนวเขาลูกน้อยใหญ่เรียงตัวสลับกันอย่างสวยงาม โดยมีเมฆหมอกบางๆ ปกคลุมอยู่ยอดดอย ท้องฟ้าสีครามสดช่วยเข้ามาเป็นฉากหลัง เพิ่มความเร้าใจให้กับคนไฟแรงอยากรู้ยิ่งนักว่า หากขึ้นไปถึงข้างบนแล้ว ธรรมชาติจะสรรสร้างความสวยงามไว้ได้วิจิตรเพียงใด

หมู่บ้านที่ก๊วนครูอาสาได้ไปในครั้งนี้ เป็นหมู่บ้านห้วยทราย แห่งตำบลแม่ทะลบ ซึ่งผู้อาศัยเป็นชาวเขา เผ่าลาหู่ หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อของ เผ่ามูเซอแต่ทว่าคุณอย่าได้เผลอสุ่มสี่สุ่มห้าไปเรียกเขาว่าคนเผ่ามูเซอเสียซะละ เพราะคำว่า “มูเซอ” นับเป็นคำเรียกที่ไม่สุภาพ ดังนั้น จำให้ดีต้อง “ลาหู่” เท่านั้น

ชาวเขาเผ่าลาหู่ ไชยปราการ4

เมื่อมาถึงดอยห้วยทราย สิ่งแรกที่ครูอาสาจะได้คือรอยยิ้มบางๆ กับความเขินอายของคนเผ่า ซึ่งเด็กๆ จะเป็นผู้ชี้ชะตาว่า พวกเขาจะเลือกให้ครูคนใดไปพังพิงอยู่ที่บ้านของตนเอง แล้วหลังจากนั้นก็เป็นอันว่าแบ่งสมบัติ โดยคุณครูจ๊ะจ๋าจะได้รับ ไก่หนึ่งตัว ไข่หนึ่งแผง ผักกาดสี่หัว กับพริกสด พริกแห้ง กระเทียม และหัวหอมแดกอีกกองละเริ่มเทิ่ม เพื่อนำไปประกอบอาหารในการประทังชีวิตเป็นเวลา 4 วัน

มื้อแรกกับบ้านเมืองอันไม่ต่างกับอยู่เมืองนอกเมืองนา เป็นอาหารง่ายๆ ที่ครูอาสาจะต้องทำให้เจ้าบ้านรับประทาน แต่จนแล้วจนรอด อุปกรณ์เครื่องครัวในแบบที่ยากเกินกว่าจะใช้สอยอย่าง มีดด้ามยาว หม้อเอียงๆ และตะหลิวมหาภัยก็ทำให้เมนูเด็ดของคนเมืองมีเพียง ไข่เจียวหัวหอมแดง ซึ่งงานนี้ก็ต้องเป็นภาระให้กับ นำเจาะ คุณแม่วัยกระเตาะผู้ไม่ประสีประสาภาษาไทย ลงมือเข้าครัวทำรายการอาหารอย่าง ไก่ผัดตะไคร้ ที่มีส่วนผสมง่ายๆ เพียงไก่สับ ตะไคร้ หอมแดง กระเทียม และผงปรุงรส ก็เป็นอันว่าอร่อยแบบคาดไม่ถึง

ชาวเขาเผ่าลาหู่ ไชยปราการ5

หลังจากอิ่มท้อง ก็ถึงคราวต้องหาห้องน้ำห้องท่า เพื่ออาบเนื้อล้างตัว ซึ่งเดินวนอยู่สามตลบก็ไม่มีวี่แววว่าจะเห็นห้องน้ำ เอาละสิ แล้วจะทำยังไงละนั่น??? คำตอบของการอาบน้ำในวันแรกคือ โรงเรียน สายตาของคุณไม่ได้เพี้ยนแต่อย่างใดกับคำว่า โรงเรียน เนื่องจากดอยห้วยทรายค่อนข้างอยู่ไกลจึงทำให้น้ำไฟเข้าไม่ถึง

จนในที่สุดเมื่อน้ำหาได้ยากหมู่บ้านแห่งนี้จึงมีห้องน้ำเพียงไม่กี่ห้อง และเท่าที่เห็นจากตาเปล่าก็นับได้แค่ 3 โดยทั้งหมดรวมตัวอยู่ในโรงเรียน ดังนั้น คุณครูบางส่วนจึงต้องผลัดกันรองในใส่ถังเพื่อนำมาอาบ แต่ถ้าอยากให้ธรรมชาติโอบกอดแบบเต็มวงแขน ให้ลองเดินลงเขาไปประมาณ 2 กิโลเมตร ก็จะเจอกับห้วยเล็ก ๆ ที่สามารถลงไปนอนอาบน้ำได้อย่างเย็นกาย แต่อีตอนเดินกลับก็เล่นเอาเหงื่อตกใช่ย่อย

ชาวเขาเผ่าลาหู่ ไชยปราการ6

สำหรับค่ำคืนแรกอันอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ก่อนจะเข้าที่พักอันเป็นบ้านไม้ไผ่ไร้หน้าต่าง อันมีลมพัดผ่านตลอดเวลา บรรดาคุณครูต้องไปพบปะกับผู้นำหมู่บ้าน ซึ่งต้มชาร้อน ๆ ด้วยกาน้ำใบเล็กไว้รอต้อนรับ โดยการพูดคุยในคืนนี้เป็นการบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ นานา

และความเป็นไปของคนลาหู่ ซึ่งเต็มไปด้วยรายละเอียดที่น่าสนใจและแน่นอนว่า เราจะนำมาบอกต่อกันอย่างละเอียดในตอนต่อไป แต่สำหรับราตรีนี้คงถึงเวลาแยกย้ายกลับบ้าน แล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแสงเทียนไขลางๆ คอยส่องนำทางไปยังจุดหมายที่พร้อมล้มตัวลงนอน

บทความน่าอ่านจาก http://www.emaginfo.com ร่วมกับ travel.mthai.com

emaginfo1

ขออนุญาตใช้เนื้อหา