ถ้ำแก้วโกมล ความมหัศจรรย์ ที่มีเพียง 1 ใน 3 ของโลก

Home / นักเที่ยวเชี่ยวทาง / ถ้ำแก้วโกมล ความมหัศจรรย์ ที่มีเพียง 1 ใน 3 ของโลก

ความมหัศจรรย์ในเมืองไทย นั้นมีอีกหลายแห่งที่รอให้ทุกท่านได้ไปค้นหา ในเมื่อมันแค่ตั้งรออยู่ แล้วทำไมเราถึงไม่หาเวลาออกไปพบมันละ ถ้ำแก้วโกมล จ.แม่ฮ่องสอน ก็เป็นที่สุดยอดแห่งความงาม ที่ไม่ได้โด่งดังเพียงในประเทศไทยเท่านั้น แต่ไปไกลถึงระดับโลกแล้ว… สวยแค่ไหนต้องเดินทางไปดูด้วยตาตัวเอง

ถ้ำแก้วโกมล ความมหัศจรรย์ ที่มีเพียง 1 ใน 3 ของโลก

ถ้ำแก้วโกมล

การเดินทาง : ใช้เส้นทางสายเอเซียเข้านครสวรรค์ – กำแพงเพชร – ตาก – เถิน จากนั้นใช้เส้นทางออกจากเถิน – ลี้ (106) – ดอยเต่า – ฮอด (1103) ทางช่วงจากเถิน – ลี้ ในช่วงแรก ๆ ประมาณ 19 กม. จะเป็นทางโค้งลับตาเลยครับยังไงก็ขับแบบระมัดระวังถึงโค้งก็บีบแตรรถ (เน้นว่าแตรรถ) เส้นทางลาดยาง 2 เลนรถสวนทางกันจากนั้นก็จะมาพบกับถนนเส้น 108 (เชียงใหม่ – แม่สะเรียง) วิ่งเข้าตัว อ.ฮอด พอถึงวงเวียนหอนาฬิกาก็เลี้ยวซ้ายไป อ.แม่สะเรียงตรงไปประมาณ 30 กม. จะมีป้ายบอกทางเข้าถ้ำแก้วโกมลทางด้านขวามือติดกับ โรงพยาบาลแม่ลาน้อย

จากหน้าโรงพยาบาลแม่ลาน้อยแยกเข้าไปอีก 6 กม. ตรงนี้แหละที่มีการเปลี่ยนใหม่ จากที่สามารถขับรถขึ้นไปได้ ก็เปลี่ยนเป็นต้องจอดรถไว้ที่นี่ แล้วนั่งรถ 2 แถวขึ้นไป ประมาณ 6 กม. เนื่องจากทางแคบ และชันมาก เกิดอุบัติเหตุบ่อย …เดินรถได้ทางเดียวไม่สวนทางกัน ขึ้นก็คือขึ้น ลงก็ลงอย่างเดียว

อาจจะดูทรหดหน่อย แต่ว่ามันก็คุ้มค่าที่จะได้สัมผัสกับความมหัศจรรย์ที่มีเพียง 1 ใน 3 ของโลก ให้เห็นกับตาตัวเอง

แก้วโกมล

ถ้ำแก้วโกมล เป็นถ้ำที่ค้นพบด้วยความบังเอิญโดยวิศวกรชาวไทย ถ้ำแห่งนี้เป็นถ้ำผลึกแคลไซต์ ที่ประกอบด้วยหินในตระกูลคาร์บอเนต ชนิดแอนไฮดรัสคาร์บอเนต ที่มีความใสกาวบริสุทธิ์มีรูปลักษณ์หลากหลายลักษณะ มีรูปผลึกอยู่ในระบบสามแกนราบ ส่วนใหญ่เป็นรูปหกเหลี่ยมยาวยอดแหลมหรือรูปสี่แหลมขนมเปียกปูน มีแนวแตกเรียบที่สมบูรณ์ 3 แนว

เป็นสิ่งที่พบได้ยากในธรรมชาติ เพราะต้องมีองค์ประกอบที่ครบทั้ง หินปูน ไอน้ำร้อนที่ได้จะน้ำพูร้อนธรรมชาติ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ ไอสารละลายแคลเซียมไบคาร์บอเนตที่กลั่นตัวในอุณหภูมิสูงสุดและต้องอิ่มตัวในอุณหภูมิที่ต่ำสุด

แก้วโกมล

ภายในถ้ำจะมีผลึกแร่แคลไซค์ที่มีลักษณะคล้ายเกล็ดหิมะ มีที่มาว่า ถ้ำน้ำแข็ง ภายในถ้ำจะแบ่งเป็นหลายห้องแต่ละห้องจะอยู่ถัดกันไปตามความลึกของถ้ำภายในถ้ำจะค่อนข้างชัน

ถ้ำแก้วโกมลนี่จัดว่าเป็นถ้ำที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในถ้ำผลึกแร่แคลไซต์ที่ค้นพบเพียง 3 แห่งทั่วโลก คือพบที่ ประเทศจีน ประเทศออสเตรเลียและประเทศไทย

ลักษณะของถ้ำแก้วโกมลเป็นถ้ำปิดมีทางเข้าออกอยู่ทางเดียวภายในอากาศจะร้อน อากาศในถ้ำจะน้อยการเข้าชมต้องเดินอย่างช้า ๆ เพื่อไม่ให้ถูกแร่แคลไซค์ที่ก่อตัวขึ้นมา การเข้าชมต้องติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อทำการปั่นไฟฟ้าเพื่อให้แสงสว่างภายในถ้ำ และจำกัดนักท่องเที่ยวเข้าชมเพียงรอบละ 10-15 คน ในการเข้าชมไม่อนุญาตให้นำสิ่งของพรุงพรัง เช่น กระเป๋า กล้องถ่ายภาพ และไม่อนุญาตให้จับต้องแร่แคลไซค์เพราะจะทำให้เกิดผลกระทบต่อแร่แคลไซค์ที่จะเกิดขึ้นใหม่

ภายในถ้ำแบ่งเป็นห้องต่างๆ 5 ห้อง ให้เราได้เดินชมกันอย่างต่อเนื่อง ยิ่งลึก ยิ่งสวยงามจับตา ใกล้ปากทางเข้าถ้ำ คือห้องแรก “พระทัยธาร” มีหินงอกหินย้อยและผลึกแคลไซต์ที่ได้รับผลกระทบจากการสำรวจในยุคแรกๆ จึงไม่สวยงามนัก

พระทัยธาร

ห้องนี้มี ที่มาจากการที่น้ำในถ้ำ ละลายกับหินปูนทำให้เกิดภาพน้ำไหลเหมือนเป็นธารน้ำตก พระทัยธารซึ่งเป็นห้องแรกนี้ เป็นห้องที่ได้รับความเสียหายจากการระเบิดอุโมงค์มากที่สุด สังเกตได้จากเศษหินที่กระจัดกระจายอยู่ภายใน มีโพรงที่จากการทำเหมืองตามสายแร่ฟลูออไรต์ หินงอก หินย้อยต่างๆได้รับความเสียหายจากการสำรวจไปมาก จึงไม่งดงามมากนัก ความงามของห้องที่ก็คงจะมีเพียงร่องรอยลวดลายสายน้ำตกอันเป็นที่มาของชื่อ ห้องเท่านั้น

แก้วโกมล

ถัดมาเป็น ห้องที่มีชื่อพระราชทานว่า “วิมานเมฆ” ตั้งตามลักษณะของแร่ที่อยู่ตามเพดาน ซึ่งดูคล้ายปุยเมฆเป็น ห้องนี้มีลักษณะเป็นช่องยาว บางช่วงเป็นรูแคบ ๆ ซึ่งเป็นลักษณะของโพรงน้ำไหลในอดีต ทำให้มีความลำบากในการเดินสำรวจ มีหินงอก หินย้อย และบางจุดมีผลึกแร่แคลไซต์เกาะอยู่แต่มีความงดงามไม่มากนัดเนื่องจาก ผลึกบางส่วนได้แตกหักเสียหายและมีรอยเปื้อนจากการถูกจับต้องระหว่างการเข้าสำรวจ

ห้องที่ 3 เกิดจากจินตนาการขององค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ที่ทรงทอดพระเนตรแล้วเหมือนอยู่ในป่าหิมพานต์ตามวรรณคดีไทย จึงมีชื่อพระราชทานว่า “เฉกหิมพานต์”

วิมานเมฆ

ห้องนี้ต้องลงบันไดไปประมาณ 50 ม. เป็นห้องขนาดใหญ่มีหินงอกหินย้อยลักษณะเป็นผ้าม่าน สีขาวขุ่นถึงสีน้ำตาล ผลึกเหล่านี้ถูกละลายโดยน้ำเกิดเป็นคลื่นเป็นริ้วๆ สีขาวขุ่น หรือน้ำตาล ตามแต่สภาพน้ำที่ไหลเข้ามาเกาะตามผนังถ้ำ และย้อยลงมาอยู่ทั่วไป

เข้าสู่ห้องที่ 4 ที่มีชื่อพระราชทานอันเพราะพริ้งว่า “ม่านผาแก้ว” ภายในห้องนี้เราจะเริ่มเห็นความ งดงามที่เต็มไปด้วยผลึกแคลไซต์ สีดั่งแก้วใสขาวเกาะอยู่ราวกับม่านเต็มถ้ำ มีทั้งแบบที่คล้ายปะการัง คล้ายเข็ม และเกล็ดน้ำแข็ง ผลึกทั้งสามแบบมีความเปราะบางที่สุด ได้รับผลกระทบจากอากาศภายนอกจนลดน้อยลงไปมาก ส่วนผลึกรูปปะการังเป็นผลึกขนาดเล็กละเอียด จับตัวต่อเนื่องเป็นผืนจนเต็มผนังอย่างสวยงาม พบตอนในสุดของห้อง

ม่านผาแก้ว

แล้วก็มีมาถึงห้องสุดท้าย อยู่ลึกลงไปถึง 30 ม. เป็นห้องที่สวยงามที่สุด มีชื่อพระราชทานว่า “เพริศแพร้วมณีบุปผา” เต็มไปด้วยผลึกแคลไซต์บริสุทธิ์ที่ยังไม่ได้รับผลกระทบ มีผลึกแคลไซต์ที่สมบูรณ์ตั้งแต่พื้นจนจดผนัง ทั้งผลึกรูปเข็มและผลึกรูปปะการังสีขาวบริสุทธิ์ราวกับเกล็ดหิมะ สวยตรึงตราตรึงใจ ถือเป็นการปิดท้ายการชมถ้ำ ที่งดงามมาก ๆ เลยทีเดียว

เพริศแพร้วมณีบุปผา

 

ขอบคุณที่มา : emaginfo.com , ภาพจาก : atcloud.com

 

ขออนุญาตใช้เนื้อหา