ความเชื่อคนฮ่องกง ทิปท่องเที่ยว ท่องเที่ยวฮ่องกง ฮ่องกง เรื่องน่ารู้ฮ่องกง

รู้ไว้ก่อนไป จะได้ไม่ช็อก! 15 ข้อน่ารู้ ความเชื่อของคนฮ่องกง

Home / ทิปท่องเที่ยว / รู้ไว้ก่อนไป จะได้ไม่ช็อก! 15 ข้อน่ารู้ ความเชื่อของคนฮ่องกง

ใครหลงเสน่ห์เที่ยวฮ่องกงต้องห้ามพลาด!! 15 ข้อน่ารู้ และความเชื่อของคนฮ่องกง ที่ทราเวลเอ็มไทยรวบรวมมาฝากกัน จะได้ไปเที่ยวอย่างสนุก ไม่รู้สึกประหม่าหรือช็อกเมื่อต้องเจอเหตุการณ์เหล่านี้ เช่น ซื้อของในร้านสะดวกซื้อแต่ไม่ใส่ถุงหิ้วให้ หรือตะเกียบบนโต๊ะอาหารทำไมต้องมีสองคู่ มันใช้ต่างกันยังไง? นี่เป็นเพียงแค่น้ำจิ้มเท่านั้น ยังมีเรื่องน่ารู้อีกเพียบ มาติดตามกันต่อพร้อมๆ กันเลย

รู้ไว้ก่อนไป จะได้ไม่ช็อก!
15 ข้อน่ารู้ ความเชื่อของคนฮ่องกง


1. ฮวงจุ้ยตึก ล้วนมีที่มาที่ไป

ตึก HSBC (อยู่ตึกที่ 5 นับจากขวา ติดกับตึก Standard chartered) สังเกตด้านบนตึกมีปืนใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่

คนฮ่องกง มีความเชื่อเรื่องฮวงจุ้ยมากๆ ทั้งเรื่องโชคชะตา การทำมาค้าขายให้ร่ำรวย สิ่งหนึ่งที่เราสังเกตเห็นได้ชัดเลย ก็คือ เรื่องหลักฮวงจุ้ยตามตึกสูงต่างๆ ที่สร้างขึ้นเรียงรายเนี่ยแหละ ทั้งบริษัทการเงิน โรงแรมดัง ที่ตั้งอยู่ในย่านเดียวกัน แม้จะสร้างใกล้กับคู่แข่งที่คนไทยเชื่อว่าไม่ดี แต่สำหรับคนฮ่องกง เขาได้ให้ซินแสวางเรื่องฮวงจุ้ยแก้ดวงกันไว้แล้ว ตัวอย่างเช่น ตึก HSBC สังเกตดีๆ จะเห็น “ปืนใหญ่” หันหน้าเข้าหาตึก Bank of China ที่ตัวอาคารมองเหมือน “มีดดาบ” ที่คอยสกัดกั้นคู่แข่ง เป็นความเชื่อเรื่องฮวงจุ้ยที่แก้ดวงกันและไม่ขัดกันทางด้านธุรกิจนั่นเอง

ภาพตึก Bank of China (ตึกแรกฝั่งซ้ายมือ ลักษณะอาคารเหมือนรูปมีดดาบ)

2. คนฮ่องกงมักพูดแต่สิ่งดีๆ

สิ่งดีๆ เกิดขึ้นได้จากคำพูดของเรา คนไทยชอบบ่นว่า ไม่มีเงิน โง่ ไม่ฉลาด ไม่ดีอย่างนู้นอย่างนี้ แต่สำหรับคนฮ่องกงเขาจะไม่พูดอะไรที่เป็นการแช่งตัวเองกันหรอกค่ะ เพราะเขามีความเชื่อว่า การพูดถึงเรื่องดีๆ จะทำให้เราพบเจอแต่สิ่งดีๆ เช่น ถ้าเราใครที่ติดพูดว่า “ไม่มีเงิน” ก็ให้เปลี่ยนมาพูดว่า “เงินพอมีแต่ยังไม่อยากใช้หมด” หรือ ถ้าชอบว่าลูกว่า “โง่” ก็ให้เปลี่ยนมาพูดว่า “ต้องขยันเรียนให้มากกว่านี้” เป็นต้น ลองทำดูไม่เสียหายนะคะ


3. สีม่วง คือ สีนำโชค

พูดถึงสีม่วง ความเชื่อของคนไทย คือมักจะคิดว่าเป็นสีของ แม่หม่าย หรือ กลุ่มเกย์ชาวสีม่วง แต่สำหรับคนฮ่องกง คำว่า “สีม่วง” เขาหมายถึง “เงิน ทอง” ค่ะ คนฮ่องกงจึงชื่นชอบสีม่วงมาก ไม่แปลกใจที่เราจะเห็นร้านอาหาร ภัตตาคารบางร้าน นิยมใช้สีม่วงในการตกแต่งร้านกัน


4. ทานอาหาร ต้องเสียค่าน้ำชา

ค่าน้ำชา คำนี้อาจฟังไม่คุ้นหูสำหรับคนไทย ค่าน้ำชาของคนฮ่องกง ก็คือ “ค่าที่นั่งโต๊ะ” เวลาที่เราไปนั่งที่ร้านอาหาร พนักงานจะนับจำนวนลูกค้า และคิดค่าน้ำชาต่อหัว เช่น สมมุติว่าจองโต๊ะไว้ 5 ที่ แต่มีคนที่ 6 มา คนที่ 6 ก็นั่งร่วมโต๊ะไม่ได้ เพราะไม่ได้เสียค่าน้ำชาแต่ไม่ใช่ว่าเสียค่าน้ำชาแล้วไม่ได้ดื่มน้ำชานะคะ ได้ดื่มแน่นอน มีพนักงานคอยเสิร์ฟน้ำชาใส่กาให้ดื่มตลอด แถมบางร้านยังสามารถเลือกชากลิ่นต่างๆ ดื่มได้อีกด้วย คนฮ่องกงเขานิยมดื่มชาร้อนคู่กับการทานอาหาร เพราะเชื่อว่าจะทำให้ขับไขมัน ช่วยย่อยอาหารได้ดี และดีต่อสุขภาพ ดังนั้นจึงไม่ค่อยเสิร์ฟน้ำเปล่าเหมือนบ้านเรา

แต่ถ้าใครไม่ถนัดดื่มน้ำชา ก็สามารถสั่งเป็นน้ำชามะนาวแทนได้นะคะ อร่อย ดื่มแล้วสดชื่นดีด้วย

น้ำชามะนาว ใส่เลมอนมาให้หลายแว่น ไม่มีหวง

5. มารยาทในการเติมน้ำชา

พูดถึงเรื่องน้ำชา คนฮ่องกงเขามีเรื่องมารยาทในการเติมน้ำชากันด้วย เรื่องนี้ควรรู้ไว้มากๆ เลย พนักงานจะนำกาน้ำชามาเสิร์ฟที่โต๊ะ เราจะต้องรินน้ำชาเอง โดยคนที่รินน้ำชา ไม่ว่าจะรินให้ตัวเองหรือคนอื่น ต้องห้ามรินเต็มแก้วเด็ดขาด ให้รินแค่ค่อนแก้วพอ เพราะถ้าเรารินเต็มแก้วมันจะร้อนจนไม่สามารถยกแก้วขึ้นดื่มได้ แถมเขาจะคิดว่าเราไม่เต็มใจให้ดื่มซะอีกด้วย เรื่องนี้ต้องระวังนะคะ


6. กล่าวขอบคุณทุกครั้ง เมื่อมีคนรินน้ำชาให้

ข้อนี้ก็เป็นมารยาทเกี่ยวกับการดื่มน้ำชาอีกข้อหนึ่ง ปกติคนไทยเราก็พูดขอบคุณกันอยู่แล้ว เมื่อมีอีกฝ่ายทำอะไรให้ แต่ที่แปลกก็คือ เมื่อเราไปทานร้านอาหารฮ่องกง อาจจะเห็นบางคนใช้นิ้วเคาะโต๊ะแทนการพูดขอบคุณซะงั้น!! ฮั่นแน่…อย่าเพิ่งของขึ้น เพราะคิดว่าเขาเสียมารยาทไม่พูดขอบคุณนะคะ แต่ที่เขาทำแบบนั้น ก็เพราะมันเป็นธรรมเนียมพื้นบ้านของชาวกวางตุ้งซึ่งสืบทอดกันมา เวลาที่มีคนรินชาให้ ในขณะที่อีกฝ่ายกำลังทานอาหารอยู่เต็มปากไม่สามารถพูดขอบคุณได้ ก็ใช้วิธีงอนิ้วชี้และนิ้วกลางเคาะที่โต๊ะเบาๆ 2-3 ครั้ง แทนการพูดขอบคุณนั้นเองค่ะ เป็นเรื่องปกติของคนฮ่องกง ดังนั้นอย่าเข้าใจผิดกันนะ

จักรพรรดิเฉียนหลง (cr. th.wikipedia.org/wiki/จักรพรรดิเฉียนหลง)

สำหรับธรรมเนียมเคาะนิ้วนี้ มีที่มาที่ไปตั้งแต่สมัยของจักรพรรดิเฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิง พระองค์ทรงปลอมตัวเป็นสามัญชน เพื่อเสด็จไปเมืองกวางโจว พร้อมเหล่าองครักษ์ ระหว่างทางพระองค์ได้แวะดื่มน้ำชา และทรงรินน้ำชาให้กับคนรับใช้ที่ติดตาม ทำให้ผู้ติดตามรู้สึกตกใจมาก เพราะทราบดีว่าตามกฎในวัง นี่ถือเป็นน้ำชาพระราชทานจากจักรพรรดิ จะต้องรีบคุกเข่าลงขอบพระทัย แต่สถานะตอนนี้ จักรพรรดิเสด็จประพาสเยี่ยงสามัญชน ผู้ติดตามจึงใช้วิธีงอนิ้วชี้และนิ้วกลาง เคาะลงบนโต๊ะ 2-3 ครั้ง แทนการคุกเข่าลงขอบพระทัย จึงเป็นที่มาที่ใช้กันอย่างแพร่หลายตั้งแต่นั้นมา


7. เดินขึ้นลงบันไดเลื่อน ต้องชิดขวา

การยืนชิดขวา ขณะขึ้นลงบันไดเลื่อน เป็นสิ่งหนึ่งที่หลายประเทศรวมถึงเมืองไทยบ้านเราก็ทำกันอยู่แล้ว แต่บ้านเราส่วนใหญ่ยังติดยืนคู่กันทั้งซ้ายขวาอยู่ดี ทำให้คนที่เขารีบเร่งไปให้ทันเวลาหงุดหงิด เพราะไม่สามารถไปได้ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นฮ่องกงหรือประเทศไหนทุกครั้งที่เราขึ้นลงบันไดเลื่อน ควรยืนชิดขวา เว้นด้านซ้ายไว้ ให้กับคนที่รีบเร่งไปทำธุระก่อนดีกว่านะคะ


8. ชื่อและวัตถุดิบของอาหาร จะต้องมงคล

อย่างที่พูดถึงไปเมื่อข้อต้นๆ ว่า คนฮ่องกงให้ความสำคัญกับเรื่องฮวงจุ้ย โชคชะตา การพูดถึงสิ่งดีๆ จึงรวมไปถึง ชื่ออาหารและวัตถุดิบที่นำมาปรุง เขาก็ให้ความสำคัญไม่แพ้กัน การที่คนฮ่องกงจะเลือกทานอาหารอะไรก็ตาม จะต้องเป็นมงคล มีความหมายที่ดี ชื่อเรียกดี จะได้มีความสุขในการทาน แถมรสชาติก็ต้องไม่เผ็ดไป หรือหวานไปด้วยนะคะ คนฮ่องกงเขารักสุขภาพมาก

ซุปฮ่องกง

และถ้าให้พูดถึงเมนูหลักๆ 1 อย่าง ที่คนฮ่องกงขาดไม่ได้เลยก็คือ “น้ำซุป” เป็นเสน่ห์ปลายจวักของคนฮ่องกงเลยก็ว่าได้ เรียกว่าบ้านไหนภรรยาทำซุปอร่อย จะเปรียบได้ดั่งเสน่ห์ปลายจวักของผู้หญิงเลยละค่ะ น้ำซุปของคนฮ่องกง จะคล้ายๆ แกงจืดบ้านเรา แต่จะต่างกันตรงที่ คนฮ่องกงเข้าจะตุ๋นน้ำซุปด้วยวัตถุดิบที่มีประโยชน์เน้นๆ รวมไปถึงสมุนไพรที่ดีต่อร่างกาย หลังจากนั้นก็จะกรองเอาแต่น้ำออกมา และทิ้งวัตถุดิบเหล่านั้นไป (นี่ถ้าเป็นบ้านเราเสียดายอ่ะ ไม่กล้าทิ้ง) เพราะประโยชน์จากวัตถุดิบเหล่านั้นได้ออกมาอยู่ในน้ำซุปหมดแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ทุกร้านนะคะ บางร้านอาหารเขาก็ตักเนื้อและวัตถุดิบที่ใช้ตุ๋น มาเสิร์ฟให้ทานด้วย


9. หม่าล่า ส่วนผสมสำคัญในอาหาร

ร้านสตรีทฟู้ดฮ่องกง

เชื่อว่าหลายๆ คน ต้องได้ลิ้มรสชาติหม่าล่า กันมาบ้างแล้ว คงรู้อานุภาพความเผ็ดจนลิ้นชา ในฮ่องกงก็มีหม่าล่าเหมือนกันค่ะ เพราะหม่าล่า เป็นครื่องเทศรสเผ็ดที่มีต้นกำเนิดมาจากมณฑลเสฉวน ประเทศจีน จึงไม่แปลกที่จะไปอยู่ในส่วนผสมของอาหารฮ่องกงด้วย บอกเลยใครไปทานอาหาร ไม่ว่าจะตามร้านอาหาร หรือ สตรีทฟู้ด ก็ต้องเจอหม่าล่าบ้างแหละ

เสริมเกร็ดความรู้สักนิด ความหมายของชื่อ หม่าล่า 麻辣 / (má​là)  ในภาษาจีน คำว่า “หม่า” หมายถึงอาการชาที่ปลายลิ้น ส่วนคำว่า “ล่า” หมายถึง รสชาติเผ็ดแสบ สมชื่อจริงๆ


10. ตะเกียบบนโต๊ะ 2 คู่ สีต่างกัน มีวิธีใช้ต่างกัน

หลายคนแปลกใจ ทำไมร้านอาหารที่ฮ่องกงมีตะเกียบวางไว้บนโต๊ะเยอะจัง บ้านเราใช้คนละคู่เอง แล้วทำไมถึงมีสองสีอีกต่างหาก งงเข้าไปใหญ่ หากใครไม่อยากงง ต้องรีบอ่านด่วนๆ ยิ่งถ้ามีโอกาสต้องร่วมโต๊ะกับคนฮ่องกง เขาคงมองเราแปลกๆ แน่เลย

เหตุผลที่ร้านอาหารของฮ่องกง มีตะเกียบวางไว้คนละ 2 คู่ และมีสีต่างกัน เพราะว่า ตะเกียบที่มีสีเข้ม จะใช้สำหรับคีบอาหารใส่จานของเรา หรือถ้าเทียบกับบ้านเราก็คือ ช้อนกลาง นั้นเอง ส่วนอีกคู่สีขาว ใช้สำหรับคีบอาหารเข้าปากค่ะ แต่ละร้านก็จัดตะเกียบไม่เหมือนกัน อาจมีตะเกียบสีเข้ม วางไว้ตรงกลางโต๊ะให้ใช้ร่วมกัน เพียง 1-2 คู่ ส่วนอีกคู่สีขาว จะวางไว้ให้ของแต่ละคน หรือ ถ้าบางที่ไม่มีตะเกียบกลาง คนฮ่องกงจะใช้ตะเกียบอีกด้านของตัวเองที่ไม่ได้คีบเข้าปาก มาคีบอาหารจากจานกลางใส่ไปในจานตัวเองแทน


11. กาหนึ่งใส่น้ำชา กาหนึ่งใส่น้ำร้อน

ยังคงอยู่ในร้านอาหารกันต่อ บางร้านอาหารพนักงานจะเสิร์ฟกาน้ำชามาให้ 2 กาคู่กันบนโต๊ะ ระวังอย่าเผลอยกกันคนละกามาช่วยกันรินใส่แก้วซะละ ต้องเปิดฝาดูด้านในดีๆ ซะก่อนนะคะ เพราะกาหนึ่ง จะเป็นกาน้ำชาไว้ดื่ม ส่วนอีกกาจะเป็นน้ำร้อน ไว้สำหรับใช้ลวกถ้วย ช้อน ตะเกียบ ก่อนนำไปใช้ในการรับประทาน เพื่อฆ่าเชื้อโรค ดังนั้นอย่าเผลอนำน้ำร้อนมารินดื่มซะก่อนนะคะ


12. เนื้อสัตว์ต้องสับติดกระดูก

ทำไมต้องสับเนื้อติดกระดูก คำถามคาใจหลายคน คนไทยเราส่วนใหญ่จะให้ร้านที่ขาย พวกไก่ย่าง เป็ดย่าง เลาะกระดูกมาให้เลย จะได้ทานง่ายๆ ถูกไหมคะ แต่สำหรับคนฮ่องกงเขาไม่ได้คิดแบบนั้นค่ะ เขามีความเชื่อว่าเนื้อสัตว์แบบสับติดกระดูกนั้น เวลาที่เราทานแล้วเหลือเศษกระดูกไว้ จะได้เหมือนเป็นการเหลือกินเหลือใช้ เป็นมงคลให้กับตัวเอง เห็นไหมละคะ คนฮ่องกงเขาคิดมงคลทุกเรื่องจริงๆ


13. ไม่มีกระดาษทิชชู่ให้บนโต๊ะอาหาร

เห็นหัวข้อแล้ว อย่าเพิ่งตกใจกันนะคะ ร้านอาหารส่วนใหญ่ของฮ่องกง เขาจะไม่วางกระดาษทิชชู่ไว้ให้บนโต๊ะ แต่ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีนะคะ มีค่ะ แต่ต้องเสียเงินจ่ายค่าทิชชู่ หรือบางร้านก็มีผ้าเย็นวางไว้ให้คนละอันบนโต๊ะ แต่ถ้าเพื่อความพร้อมและไม่อยากเสียเงิน พกไปเองก็ดีค่ะ


14. ทานอาหารเหลือ ขอห่อกลับได้

เวลาที่เราไปฮ่องกง ก็ต้องอยากหาร้านท้องถิ่นของคนฮ่องกงทาน ถูกไหมคะ? แต่อาหารฮ่องกงบางเมนู เสิร์ฟมาในจานใหญ่จนบางครั้งเราก็ทานได้ไม่หมด แถมคนไทยเราเป็นคนขี้อายไม่กล้าขอให้เขาห่อกลับบ้านซะด้วย แต่สำหรับคนฮ่องกงถ้ารับประทานเหลือ เขาจะขอให้พนักงานห่ออาหารกลับบ้านทันที ซึ่งเป็นเรื่องที่ปกติมากๆ เพียงแต่อาจมีเสียค่ากล่องและถุงหิ้วเพิ่ม ขั้นต่ำ HK$1-2 แล้วแต่ร้านค่ะ


15. ช้อปปิ้งซื้อของ แต่ไม่ใส่ถุงหิ้วให้

ใครที่ไปฮ่องกงครั้งแรก เจอเรื่องนี้อาจมีช็อก!! เวลาที่เข้าไปเลือกซื้อขนม เครื่องดื่ม ในร้านสะดวกซื้อหรือเซเว่น หลังจ่ายเงินค่าสินค้าเรียบร้อย ให้ถือของออกมาได้เลยค่ะ เพราะพนักงานเขาจะไม่นำสินค้าใส่ถุงให้เรานะคะ แต่ไม่ต้องตกใจไปค่ะ ถ้าซื้อของเยอะหรือต้องการถุงจริงๆ สามารถแจ้งทางร้านว่าต้องการถุงได้ เขามีถุงจำหน่ายในราคาขั้นต่ำที่ 50 เซน

เหตุผลที่เราต้องจ่ายเงินค่าถุง ก็เพราะว่าเป็นนโยบายของทางรัฐบาลฮ่องกง ที่ต้องการลดปริมาณขยะ และรักษาสิ่งแวดล้อม แถมไม่ใช่แค่ร้านเซเว่นอย่างเดียวนะคะที่เสียเงินค่าถุง ร้านช้อปปิ้งเสื้อผ้า เครื่องสำอางต่างๆ เขาก็จะสอบถามว่าเราต้องการถุงหิ้วไหม? ถ้าต้องการ เขาก็จะคิดค่าถุงให้เสร็จสรรพ ดังนั้นถ้าไม่อยากเสียเงินค่าถุงบ่อยๆ ก็เตรียมกระเป๋าใบใหญ่ๆ ไว้โกยของใส่ไปเลย จะได้ไม่ต้องถือหลายถุงพะรุงพะรังด้วยน้า เมืองไทยบ้านเราก็น่าจะมีนโยบายลดใช้ถุงพลาสติกเด็ดขาดอย่างนี้บ้าง คงจะดีไม่น้อยเลย

ขออนุญาตใช้เนื้อหา